ทำไมต้องดู "GIRLS DON’T CRY"

ภาพยนตร์สารคดี BNK48 : GIRLS DON’T CRY ขอผู้กำกับ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่จะตีแผ่ทุกมุมของการเป็นไอดอลกรุ๊ปสุดฮอต ผ่านบทสัมภาษณ์และฟุตเทจที่ถ่ายตามติดตลอดระยะเวลาการเติบโตกว่าจะมาเป็นทุกวันนี้ ซึ่งตัวอย่างแรกที่ตัดออกมาได้ชมกันนั้นมีการพูดคุยจนสมาชิกใน BNK48 เสียน้ำตา กับหลายคำถามที่ไม่เคยถูกถามมาก่อน รวมถึงอีกแง่มุมที่เต็มไปด้วยกดดัน การแข่งขัน และความฝันของเมมเบอร์ ไม่ใช่แค่ฉากหน้าที่เต็มไปด้วยความสดใสเท่านั้น  แต่นี่จะเป็นอีกสารคดีที่จะพาเราไปพบกับทุกมุมที่เราอาจจะยังไม่เคยเห็นมาก่อน ภาพยนตร์สารคดีมีกำหนดฉาย 16 สิงหาคมนี้ 

โดยผู้กำกับเรื่องนี้อย่างพี่ เต๋อ  นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจ เกี่ยวกับโปรเจ็กต์  BNK48 : GIRLS DON'T CRY ภาพยนตร์ลำดับที่ 6 ในชีวิตการทำงานของเขา โดยระบุว่า

"...สำหรับผมแล้วการมีโอกาสทำสารคดีเรื่องนี้คือโอกาสที่ได้ทำหนังวัยรุ่นที่เรียลลิสติคที่สุดเท่าที่เคยทำมาเลยครับ
เพราะนี่ไม่ใช่สารคดีเกี่ยวกับไอดอล , มันคือการนั่งลงคุยกับวัยรุ่นมิลเลนเนียล 26 คนเกี่ยวกับชีวิตวัยรุ่นที่แม่งโคตรยากในเหตุการณ์ชีวิตที่ทั้งโคตรมหัศจรรย์และก็โคตรโหดชนิดที่ตัวผมเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน

เราได้เห็นใบหน้าของวัยเยาว์ ได้เห็นน้ำตาในหลากหลายฟอร์มและความหมาย ได้ยินบางประโยคที่ติดตัวมาจนตอนนี้อย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนได้คุยกับผู้ใหญ่ในร่างเด็ก ใครชอบเคยชอบเมธาวี เราอยากชวนมาดู ใครไม่ได้ติดตาม bnk48 เรายิ่งอยากให้มาดู ใครรู้สึกเลยวัยไปแล้ว เรายิ่งจะพามาดู มาอัพเดทกันหน่อยว่าวัยรุ่นยุคนี้เขาไปกันถึงไหนแล้ว..."

โดยผู้กำกับอย่าง นวพลเชื่อว่า นี่คือหนังชีวิตที่อินกันได้มากกว่าในเฉพาะกลุ่ม และเหมาะสำหรับคนทุกคน เพราะประสบการณ์ที่วัยรุ่นทั้ง 26 คนได้เจอ ล้วนเคยเกิดขึ้นกับพวกเราเองในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ความผิดหวัง ความสงสัย น้ำตาและความสับสน อาจกำลังเกิดขึ้นกับใครสักคนในเวลานี้เช่นเดียวกับเหล่าสมาชิก BNK48 

จำได้ว่ามันงานจับมือ รอบซิงเกิลคุกกี้เสี่ยงทาย วันนั้นเรารู้สึกเหมือนคนนอกที่มองเข้ามาในโลกที่มันใหม่มากๆ เราเพิ่งรู้ว่ามันมีกิจกรรมและวัฒนธรรมแบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ นะ ซึ่งมันแตกต่างจากที่เราดูแค่ในรูปถ่ายจากอินเทอร์เน็ตมันเป็นโอกาสที่เราได้ไปเห็นของจริง คือตอนนั้นก็ยังไม่ได้รู้อะไรที่ลึกซึ้งหรอก แต่การที่ได้ไปอยู่ตรงนั้น มันก็ได้เห็นมากกว่าที่เราอ่านจากที่ต่างๆ แล้ว เราได้ไปเห็นคนจริงๆ ทั้งตัวเมมเบอร์และแฟนคลับ เรารู้สึกว่ามันมีวัฒนธรรมของตัวเองเลยจริงๆมันน่าสนใจที่จะได้เข้าไปเรียนรู้เพิ่ม คือเรายังไม่เข้าใจจริงๆ หรอก แต่ก็ไม่ได้คิดในเชิง Negative โดยพื้นฐานของเรา เราเคารพทุกวัฒนธรรมอยู่แล้วนะ ต่อให้เป็นวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเรามากๆ เพราะเราคิดว่าทุกวัฒนธรรมมันเป็นเหตุเป็นผลของมันเอง สุดท้ายแล้วต่อให้การแสดงออกจะต่างกันแค่ไหน แต่โดยพื้นฐานมันอาจจะเกิดจากเรื่องเดียวกันก็ได้ สมมติอย่างงานจับมือ มันก็อาจจะไม่ต่างกับที่เราเคยชอบผู้กำกับคนนึงมากๆ ถ้าเราได้จับมือเขาก็คงฟินเหมือนกัน

โจทย์ของเรื่องนี้มีอยู่ว่าเราอยากเห็นน้องที่เป็นวัยรุ่นคนนึงเท่านั้นเอง แต่เขามาอยู่ในสถานการณ์พิเศษ ซึ่งเป็นสถานการณ์ไม่ปกติ อยู่ดีๆ ต้องมาอยู่ร่วมกันยี่สิบกว่าคน ฝึกไปด้วยกัน แล้วมีการคัดเลือกอยู่ตลอดเวลา มันโคตรหนังเลยที่อยู่มาวันนึงก็ดังขึ้นมาแบบสุดขีด ต้องดีลกับชื่อเสียงและอะไรอีกเต็มไปหมด สิ่งที่เกิดขึ้นภายใน BNK48 มันแตกต่างจากเรียลลิตี้อื่นๆ คือทุกคนยังต้องอยู่กันต่อไป เรารู้สึกว่ามันเป็นสถานการณ์พิเศษสำหรับเด็กคนนึง ซึ่งเขาอาจจะเป็นเด็กอายุ 13-15 ที่เด็กมากจริงๆ เรารวบรวมข้อมูลมาประมาณนึง แต่สุดท้ายแล้ว เราจะรู้จักเขาจริงๆ ก็ต่อเมื่อเราคุยกับเขา เหมือนเราก็อยู่ในวงการสื่อ เราก็รู้เรื่องบ้างนิดหน่อยแหละ แต่ถ้าอยากรู้ว่าเขาจะเป็นคนยังไง เราก็ต้องนั่งคุยกับเขา แค่นั้นเลย พอเขาเป็นเด็กมากๆ เราก็อยากรู้ว่าเด็กคิดยังไง เด็กคิดแบบเด็กรึเปล่า เด็กเป็นเด็กจริงๆ รึเปล่า เราเปิดหัวประเด็นไว้กลางๆ แล้วค่อยเข้าไปคุยกับเขา เวลาสัมภาษณ์จะรู้เลยว่า ถ้าเราเตรียมคำถามมาคุยกับบางคนเยอะๆ และใช้ชุดคำถามแบบเดิมๆ พอสัมภาษณ์ไปสักพักก็จะรู้ว่ามันแปลกๆ แล้ว น้องคนนี้อาจจะไม่เหมาะกับชุดคำถามนี้แล้ว เราก็จะทิ้งคำถามไปเลย เราก็ต้องเปลี่ยนไปถามในทางอื่นๆ แทน สมมติว่าแต่ละคนมีจุดที่อินไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะอินมากอินน้อยไม่เท่ากันด้วย ซึ่งถ้าหากเราใช้ชุดคำถามเดิมถามกับทุกคน คนที่อินมากก็อาจจะตอบได้ แต่ถ้าคนที่อินน้อยก็คงไม่ได้ แล้วถ้าเรายังตื้อที่จะถามคำถามชุดเดิมต่อไปอีกเรื่อยๆ จากเขา เราก็จะไม่ได้อะไรเลย

ชื่อหนัง Girls don’t cry มาจากไอเดียแบบไหน

ตอนสัมภาษณ์รู้สึกว่าน้องมันร้องไห้กันเยอะจัง แล้วเราก็เห็นหลายมิติของน้ำตา ทั้งในแง่กายภาพคือเห็นว่าน้ำตามันไหลออกมาได้หลายแบบมาก เราเลยรู้สึกว่ามันมีหลายความหมายดี สิ่งที่เราจะพูดในหนังมันอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับน้ำตา แต่มันถูกเล่าจากฉากที่เขาไม่ได้มีน้ำตามากกว่า ไอเดียมันก็เริ่มจากแถวๆ นี้ บางเรื่องมันก็เศร้าแต่ก็ไม่มีน้ำตาเหมือนกัน เวลาพูดว่า Girls don’t cry มันได้ความรู้สึกทั้ง “แกอย่าร้องไห้นะ” กับ “เราต้องไม่ร้องสิ” ซึ่งมันดูเข้ากับเรื่องราวดี  เราคิดว่า พอเป็นหนังสารคดี น้ำตามันก็คือของจริง ถือว่าโหดกับเราเหมือนกันนะ เพราะน้องสัมภาษณ์กับเราครั้งเดียวก็ไปแล้ว แต่เราต้องเจอหลายคนแล้ววนไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่การคุยกันแค่นิดหน่อย แต่คุยกันสองชั่วโมงบ้าง สามชั่วโมงบ้าง สัมภาษณ์ครั้งนึงมันสูบพลังมาก มีบางครั้งที่อารมณ์มันพีคมากจนเราต้องขอพักด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เราคิดว่าเราไม่ได้เค้นอะไรเลย มันเกิดจากความรู้สึกที่น้องแต่ละคนอยากแสดงออกมา เราเดาว่าลึกๆ แล้วน้องจะคิดมาก่อนแล้วว่าจะไม่ร้องไห้ อันนี้ชอบพูดกันตอนที่ร้องไห้ไปแล้วว่า เนี่ย กะไว้แล้วนะว่าวันนี้จะไม่ร้องไห้ แต่สุดท้ายก็ไปกันทุกราย ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ร้องไห้ทุกคนหรอกนะ เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ใช่การเค้นน้ำตาจากทุกคนให้ได้ สำหรับเราแล้วมันไม่จำเป็นด้วยซ้ำ บางคนเขาไม่ได้ร้องไห้ แต่เราฟังแล้วดาวน์มากเลย น้ำตามันไม่ใช่สัญลักษณ์ของความเศร้าหรือท้อแท้ มันมีสิ่งอื่นที่แสดงออกมาโดยไม่ใช่น้ำตา อาจจะเป็นจากน้ำเสียง วิธีพูด ความคิดอะไรบางอย่าง ซึ่งอาจจะเศร้ากว่าน้ำตาด้วยซ้ำ มันทำให้เราได้เห็นรีแอคจริงของคน และได้เห็นคน 26 คนในสถานการณ์เดียวกันว่า เขารีแอคกับสิ่งนี้ยังไงบ้าง เขามีความสุขช่วงไหน เศร้าช่วงไหน ซึ่งแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เราชอบโปรเจ็กต์นี้มาก เพราะได้เห็นความแตกต่างของแต่ละคน ได้เห็นน้ำตาหลายแบบ หลายความหมาย เพราะเราไม่ได้ตั้งอะไรมาก่อน ไม่ได้มองว่าน้องเป็นตัวแทนความพยายาม หรือเป็นไอดอลขวัญใจแฟนคลับ เราแค่ตั้งว่าเขาเป็นวัยรุ่นคนนึง ซึ่งพอเราเปิดโจทย์ให้มันกว้างขนาดนี้ เราก็ได้เรียนรู้จากพวกเขาเยอะมาก ถ้าพูดถึงเรื่องน้ำตา มันก็มาจากหลายความรู้สึก แต่ก่อนเราจะคิดว่าการร้องไห้มันจะต้องเศร้ามาก แต่น้ำตาที่ไหลมันไม่จำเป็นต้องมีความหมายแค่นั้น บางทีมันเกิดจากความหงุดหงิด ไม่เข้าใจ ดีใจ สงสัย หรือหาคำตอบไม่ได้เลยทำให้ร้องไห้  มันมีความหมายอยู่ในนั้นหลายอย่างมาก อาจจะเพราะว่าเราเห็นเขาในระยะที่ใกล้มากด้วยมั้ง เราเลยได้เห็นความหมายหลายแบบมาก มันจะค่อยๆ เห็นความเปลี่ยนแปลงในเวลาที่เขาเล่าอะไรบางอย่างออกมา

จากทั้งหมดแล้วความพยายามคือความรักแบบหนึ่ง แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะอยู่ไปกับมันไปได้นานแค่ไหน หรือพร้อมแลกอะไรบางอย่างไปเพื่อสิ่งนี้แค่ไหน เราเชื่อว่าอะไรที่มันทำให้เราเติบโต มันก็คือความสำเร็จนะ สิ่งที่ได้ไปในวันนี้ มันอาจจะยังไม่เกิดผลในทันที แต่จะเป็นปัจจัยสำคัญในช่วงชีวิตต่อไปก็ได้ เพราะเราไม่คิดว่าชีวิตมันมีเส้นชัยเพียงเส้นเดียว

 

 

ขอบคุณเรื่องราวจาก : majorcineplex.com, MangoZero, All blog posts from Thanyawat Ippoodom และ BNK48 Official

 

ผู้เขียน

Noti21 ( 175 โพสต์)
เขียนเมื่อ : 13 ส.ค. 2561 18:57

แสดงความคิดเห็น

อีเมลของคุณจะไม่ถูกเปิดเผย. ดอกจัน (*) คือช่องที่จำเป็นต้องระบุ