เวียดนาม สถานที่ที่ผมท่องเที่ยวในต่างประเทศแล้วเกิดความประทับใจ เป็นอย่างมาก ทั้งดาลัด มุยเน่ และ โฮจิมินซิตี้ ทุกเมืองที่ไปล้วนประทับใจไม่ลืมเลือน นอกจากความประทับใจจะถูกเก็บไว้ในรูปแบบรูปภาพ ยังเป็นทริปที่ผมตั้งใจถ่ายวีดีโอ ให้มากที่สุดเพื่อจะเก็บไว้เป็นที่ระลึกแบบวีดีโออีกด้วย

ทริปท่องเที่ยวเวียดนาม เป็นทริปที่เที่ยวมานานแล้วเหมือนกัน ก่อนจะได้มีโอกาสมาเขียนเป็นเรื่องเป็นราว 
ทริปนี้เริ่มจาก ที่สายการบิน AirAsia ออกโปรบินเวียดนามราคาประหยัด ผมกับเพื่อน 8 คน (รวม 9 คน) จึงพากันจองตัวประหยัดนั้นเที่ยวเวียดนามเลย โดยมีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง ที่เป็นผู้ชำนาญการท่องเที่ยว ได้ทำการจองตั๋วเครื่องบิน และที่พัก พร้อมจัดการแผนการท่องเที่ยว อย่างเป็นระบบ 

หลังจากนั้นเราก็ทำ Passport กันตามปกติ ส่วน VISA ถ้าจำไม่ผิดเราไม่ได้ทำ เพราะได้รับการยกเว้นครับ

โดยช่วงการท่องเที่ยวเริ่มตั้งแต่ วันที่ 3-7 มีนาคม 2558 เรามาชมการท่องเที่ยวเวียดนามฉบับ QueDesign กันดีกว่าครับ

สำหรับทริปการเดินทางนี้ผมไม่ค่อยทราบราคา ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในการเดินทางนะครับ เราจะรวมๆ กันไว้ส่วนหนึ่งแล้วมีคนทำหน้าที่จ่ายหลักๆ ฉะนั้นในรีวิว ผมมักจะไม่ค่อยบอกราคา หรือค่าบริการต่างๆ

 

เราออกเดินทางจากสนามบินดอนเมือง วันที่ 3 มีนาคม 2558  เวลาประมาณ 19.00 น. ก่อนขึ้นเครื่องเราหาอาหารรองท้องก่อน ผักผ่อนตามอัทยาศัย ช่วงรอเครื่องบิน


ช่วงนั่งรอเวลาขึ้นเครื่องกัน หาอะไรรองท้องกันหิวบนเครื่อง

 

จากนั้นเราก็ได้ขึ้นเครื่องและบินตรงสู่ เวียดนามกันเลยทีเดียว เราใช้เวลาเดินทางกันประมาณ 2 ชั่วโมงก็เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเตินเซินเญิ้ต ประเทศเวียดนาม


ภาพมุมสูงถ่ายจ่ากเครื่องบินขณะบินเหนือกรุงเทพฯ เห็นถนนเปิดไฟ มีรถวิ่งกันขวักไขว่เลย

นั่งเครื่องรวมเวลาแล้วก็ราวๆไม่เกิน 2 ชั่วโมงเราก็มาถึงสนามบิน อากาศยานนานาชาติเตินเซินเญิ้ต ประเทศเวียดนาม ได้สัมผัสดินแดน เวียดนามครั้งแรก ตื่นเต้น โดยช่วงที่เดินลงจากเครื่องบินผ่านไป ตรวจคนเข้าเมืองของประเทศเวียดนาม เรายังได้ยินภาษาไทยบ้าง เพราะมีนักท่องเที่ยวไทยหลายคนเดินทางมาโดยเครื่องบินไฟท์นี้ (แต่หลังจากละ การได้ยินภาษาไทยนี้ถือว่าเป็นอะไรที่ดีใจมากๆ)

 

เราผ่านตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อย ผมมองหานาฬิกาเพราะอยากรู้ว่าเวลาที่นี่ห่างจากประเทศไทยกี่ชั่วโมงโดยดูจากนาฬิกาข้อมือตัวเอง ผลก็คือ เวลาที่นี่เท่ากับประเทศไทย แทบไม่ต้องเปลี่ยนเวลาเลย และเราซื้อซิมสำหรับเล่นอินเทอร์เน็ตที่นี่ครับ ได้เบอร์โทรของที่นี่ด้วย เอาไว้โทรหากันเองภายในกลุ่ม

เราเดินทางต่อด้วยรถตู้ เพราะเรามากัน 9 คน ถ้าใช้แท๊กซี่ อาจจะต้องใช้ถึง 3 คัน เราเหมารถตู้กันเลยดีกว่า สำหรับเป้าหมายตอนนี้คือ Futa Bus รถนอนโดยสารเพื่อจะเดินทางต่อไป เมืองดาลัดครับ


เช่ารถตู้ไปขึ้นรถนอน เพื่อเดินทางไปเมืองดาลัด

 


ที่นี่รถเขาวิ่งเลนขวากันนะครับ อันนี้ผมนั่งข้างคนขับเลยถ่ายมาได้นิดหน่อย

 

แล้วเราก็เดินทางมาถึง Futa Bus รถนอนโดยสาร เดินทางจากโฮจิมินซิตี้ ไปยังดาลัด เราจองตั๋ว ขึ้นรถแล้วก็หลับยาวกันไปเลย ระหว่างทางมีการจอดพักบ้างแต่สำหรับ ง่วงมากเลยไม่ได้ลง สุดท้ายก็มาตื่นเมื่อถึงเมืองดาลัด

 


บรรยากาศรถนอน Futa Bus ผมนั่งหลังสุดเลยก็ว่าได้ จะมี 2 ชั้น ด้านหลังจะมี 4 ที่นั่ง

 

แล้วเราก็มาถึงเมืองดาลัด หลังจากลงจากรถโดยสาร เราก็ต้องพบกับหมอกที่หนาแน่นมาก บรรยากาศหนาวใช้ได้ แต่สำหรับผมเฉยๆ ไม่หนาวมากเท่าไร เราเหมารถตู้จากจุดที่ลงรถทัวร์ไปยัง ที่พักที่เราจองไว้ แต่.. เรามาถึงก่อนเวลาเยอะมาก 


สถานีรถโดยสารเมืองดาลัด (จำชื่อไม่ได้) หมอกลงจัดมาก

เราจองที่พักไว้ที่ Hoang Loc Villa พอมาถึงก่อนเวลา ตอนแรกกะจะรอเช้า แต่ไม่ไหว เลยตัดสินใจโทรศัพท์หาคนในที่พักเลย แล้วก็มีคนรับด้วยก่อนที่เจ้าของจะออกมาเปิดประตูให้ 

พอเข้ามาในโรงแรม เรายังไม่สามารถเข้าห้องพักได้ เพราะยังไม่ถึงเวลาเช็คอิน แต่ถ้าจะเช็คอินเลยต้องจ่ายค่าที่พักเพิ่ม ครึ่งราคา ทางเราเองก็เหนื่อยเดินทาง อยากพักผ่อนเลยตัดสินใจ จ่ายเพิ่มเพื่อที่จะได้เข้าพักเอาแรง และออกเที่ยวต่อตอนเช้า

ก่อนเช็คอินเราแจ้งเจ้าของว่าต้องการรถมอเตอร์ไซค์ สำหรับท่องเที่ยวไว้ก่อนจะเข้านอน


Hoang Loc Villa ดาลัด เวียดนาม


Hoang Loc Villa ดาลัด เวียดนาม

 

รุ่งเช้าทางโรงแรมก็ได้จัดแจงรถมอเตอร์ไซค์ ตามที่เราแจ้งใช้บริการเรียบร้อย ถ้าจำไม่ผิดน้ำมันมีให้หน่อยนึง เขาแจ้งว่าหน้าซอย มีปั้มน้ำมันให้เติมน้ำมันได้เลย ส่วนตอนคืนก็ไม่ต้องเติมเต็มทั้ง 

โอเค เราเติมน้ำมันแล้วเริ่มออกออกเดินทาง สถานที่ต่อไปที่เราไปคือ วัดตั๊กลัม (Truc Lam) ซึ่งเราต้องนั่งกระเช้าไฟฟ้าไป แล้วก็จะได้เห็นทัศนีย์ภาพของเมืองดาลัดด้วย


ซื้อตั๋วขึ้นกระเช้าไฟฟ้าเพื่อเดินทางไปวัดตั๊กลัม


วิวมุมสูงถ่ายจากกระเช้าไฟฟ้า เมืองดาลัด

 

เมื่อมาถึงวัดตั๊กลัม เราก็เดินเล่นภายในวัดมีส่วนหย่อม ต้นไม้มากมามีลองมาดูภาพคร่าวๆ กันดีกว่า


พระพุทธรูปในวัดตั๊กลัม


ศาลาวัดมัง (ไม่แน่ใจอีกแล้ว)


มาถึงวัดตั๊กลัมถ่ายรูปหมู่กันหน่อย

หลังจากนั้นเราเดินทางกลับด้วยกระเช้าไฟฟ้า (เราจอดรถมอเตอร์ไซค์ไว้ฝั่งมาเลยต้องกลับมาเอา) แล้วเดินทางต่อไปที่น้ำตก ดาลันตา (datanla waterfall)

เราซื้อตั๋วค่าเข้าชมน้ำตกดาลันตาแล้ว น้ำตกนั้นจะอยู่บริเวณด้านล่าง ต้องใช้เวลาลงไปอีก ซึ่งทางน้ำตกมีบริการนั่งรถราง (Roller Coaster) สำหรับลงไปด้านล่าง ตอนแรกเราก็เกร็งๆ เพราะไม่เคยขับรถแบบนี้ แต่จริงๆ แล้วการขับก็ไม่ยาก รถจะไม่มีคันเร่ง มีเพียงแค่เบรคเท่านั้น โดยรถจะไหลลงตามความลาดชัน และความเร็วก็จะเพิ่มขึ้น สิ่งที่เราต้องทำคือการดึงเบรคมือถ้าต้องการให้รถชะลอความเร็วหรือช้าลง ที่รถแต่ละคันด้านหน้าและด้านหลังจะมี ยางกันชนไว้ด้วยเผื่อเกิดการชนกันระหว่าง 2 คัน


รถราง (Roller Coaster) นั่งได้ 2 คน คนหน้ามี่ที่ยึดให้จับ ส่วนคนหลังมีหน้าที่เบรค เพื่อคุมความเร็วรถ


บางครั้งก็ใช้ความเร็วไม่ได้ ถ้าคันหน้าช้าไป เราก็ค่อยๆ ไปเลี้ยงเบรคไปด้วย


น้ำตกดาตันลา (Datanla) 


น้ำตกดาตันลา (Datanla) 

หลังจากลงมาถึงเราก็ชมความงามของน้ำตกดาตันลา ตอนแรกคิดว่าเป็นน้ำตกที่สามารถเล่นน้ำได้ แต่พอลงมาถึงรู้ว่าแค่มาชมความงามของน้ำตกดาตันลา เท่านั้นเอง

สำหรับขาขึ้นเราก็ยังคงนั่งรถรางกลับขึ้นไป แต่การขึ้นไป อันนี้เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่รู้ว่ารถจะเคลื่อนที่ขึ้นเอง เรายังคงทำหน้าที่เบรค อย่างเดียวเท่านั้น แต่สุดท้ายก็ขึ้นมาถึง ไม่ต้องเหนื่อยเดินลง เดินขึ้นเป็นอันสิ้นสุดการชมน้ำตกดาตันลา (Datanla)

 

เราดินทางต่อด้วยมอเตอร์ไซค์ ไปเที่ยว บ้านเพี้ยน (Crazy House) สำหรับบ้านเพี้ยนหรือบ้านบ้า ก็แล้วแต่คนจะเรียก การเข้าชมต้องเสียค่าเข้าชมกันด้วยครับ (จำราคาไม่ได้ครับ เป็นเงินดอง)

ลูกสาวของประธานาธิบดีคนที่ 2 ของ เวียดนาม ซึ่งเรียนจบด้านสถาปัตย์มาจากฝรั่งเศสค่ะ ตัวบ้านมีลักษณะคล้ายบ้านต้นไม้ที่มีห้องหับสูงต่ำลดหลั่นกันไปเรื่อย ๆ แต่ละห้องมีบันไดเวียนที่สามารถเดินถึงกันได้ ว่ากันว่าผู้สร้างและเจ้าของได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิยายเรื่อง ALICE IN WONDERFUL LAND


เครซี่ เฮ้าส์  หรือบ้านเพี้ยน เมืองดาลัด

สำหรับบ้านเพี้ยน ก็คือไม่เหมือนกับบ้านอื่นๆ ในระแวกนั้นนั้นเองนะครับ เป็นบ้านคล้ายๆการเดินชมบ้านในการ์ตูน ตัวบ้านออกแบบให้รู้สึกเหมือนอยู่บ้านบนต้นไม้ ภายในมีห้องเล็กห้องน้อย ตกแต่งสวยงาม แล้วยังมีทางเดินข้ามไปข้ามมา จากอีหลังหนึ่งไปยังอีกหลังหนึ่งได้ มีทางเดินเป็นทางแคบๆ มีทางแยกทางร่วมให้เจอ ได้พบปะกันบ้าง ยิ่งเราขึ้นไปที่สูงของบ้าน จะทำให้เราเห็นวิวมุมสูงอีกมุมหนึ่งของเมืองดาลัด


เครซี่ เฮ้าส์  หรือบ้านเพี้ยน ลักษณะตัวบ้านบนต้นไม้ มีทางเดินลัดเลาะไปมาได้


ลักษณะของห้องภายในเครซี่ เฮ้าส์เป็นห้องเล็กๆ มองเห็นแต่ไม่อนุญาตให้เข้าไปข้างใน


ลักษณะของห้องภายในเครซี่ บ้านเพี้ยน (ชมได้ เข้าไม่ได้เหมือนเดิม)


เครซี่ เฮ้าส์  หรือบ้านเพี้ยน (ถ่ายจากมุมสูง บางส่วนยังก่อสร้างอยู่เลย)


ภาพถ่ายหมู่ บอกว่า เราไปมากันแล้วนะ

หลังจากออกจากบ้านเพี้ยน ก็เย็นมากแล้วเราก็เลยกลับที่พักพร้อมขอคำแนะนำเกี่ยวกับร้านอาหาร ให้ช่วยแนะนำ แล้วทางโรงแรมก็แนะนำร้าน Rron Restaurant เราก็เลยแวะไปทานตามคำแนะนำ


แวะทานอาหาร Rron Restaurant

หลังจากนั้นเราก็ขับรถเล่นกันในเมืองดาลัด ต้องบอกว่าที่ผมสับสนบ่อยๆ คือเลนขับรถของเขา เราเองก็ไม่ชินเท่าไร เวียดนามขับรถเลนขวา ส่วนเราเคยชินกับการชับรถเลนซ้าย เวลาขับรถนานแล้วไม่มีรถสวนมา เราชอบย้ายไปเลนซ้ายตลอด ตกเย็นเรามีการซื้อ อาหาร เครื่องดื่ม (เบียร์เล็กน้อย) มานั่งกินกันเบาๆ ในที่พัก ไม่ได้ออกไปไหนเลยช่วงกลางคืน 

 

เร่ิมต้นวันใหม่ ทางโรงแรม จัดอาหารเช้าให้ มีเมนูหลายอย่างให้เราเลือกผมเองเลือกอยากลองทาน เฝอ กับน้ำส้มคั้น 


เฝอ อาหารเช้าจาก Hoang Loc Villa อร่อยดีครับ

หลังจากทานอาหารเสร็จ เราก็เดินทางต่อไปยัง หุบเขาแห่งความรัก Valley Of Love เป็นสถานทีท่องเที่ยวที่คนเยอะไม่ใช่เล่น พื้นที่กว้างขวาง มีอะไรมากมาย สวยงาม ลองไปชมรูปภาพพร้อมคำอธิบายดีกว่าครับ


ทางเข้าหุบเขาแห่งความรัก Valley Of Love ต้องซื้อตั๋วก่อนเข้าชมด้วยนะ


หุบเขาแห่งความรักปลูกดอกไม้ไว้เยอะมากตั้งแต่ทางเข้า ใครชอบดอกไม้นี้ไม่ผิดหวังแน่นอน


สพานแห่งรัก ต้องบอกว่า ตรงแท่งสีชมพูถ้ามองจากด้านหน้าจะเป็นรูปหัวใจ (ลืมถ่ายด้านหน้า) ตั้งใจถ่ายจระเข้


มีรูปนกอินทรีด้วย ไม่เข้าใจความหมายเหมือนกันแต่รู้ว่ามีรูปปั้น


มุมนี้เป็นมุมกว้าง ชมทัศนีย์ภาพของหุมเขาแห่งรักได้อย่างสุดลูกหูลูกตา กว้างมากจริงๆ


ถ่ายรูปเล่นกันหน่อย ดอกไม้เยอะจริงๆ


หุบเขาแห่งรัก กว้างมาก ขนาดเช่าจักรยานปั่น ยังไม่ทั่วเลย

เราเข้าไปด้านใน และเช่ารถจักรยานปั่นเล่น โดยวิวส่วนใหญ่ก็จะเป็นวิวริมน้ำ จากที่เห็นในมุมสูงเพราะทุกที่จะติดน้ำไปหมด ต้องบอกว่าหุมเขาแห่งรัก กว้างมากจริงๆ ประกอบกับเราเองก็มีเวลาไม่พอ เพราะเราต้อง Check Out ออกจากโรงแรม และเดินทางไปต่อทีมุยเน่ ก่อนเที่ยงเราเลยต้องรีบเดินทางกลับเพื่อ CheckOut ออจากที่พัก

หลังจากกลับถึงที่พัก พวกเราก็ตัดสินใจแบ่งกันออกเป็น 2 กลุ่ม เพราะเพื่อนอีกกลุ่ม บอกว่าชื่นชอมเมืองดาลัด และยังมีอีกหลายสถานที่ที่ไม่ได้ไปเที่ยว อยากจะอยู่เที่ยวต่อ ส่วนผมกับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งแม้จะเที่ยวเมืองดาลัดได้ไม่เต็มที่ ่แต่ก็อยากไปที่ มุยเน่ แล้วเลยต้องตัดใจเดินทางต่อไปยังมุยเน่

การเดินทางไปมุยเน่ เรานั่งรถบัสขนาดเล็ก เป็นรถนั่ง ยอมรับว่าเป็นการเดินทางที่ลำบาก ไม่เหมือนกับรถนอนที่สามารถเหยียดแข้งเหยียดขาได้ การเดินทางจากเมืองดาลัดไปมุยเน่ สำหรับผมช่วงนี้เป็นช่วงที่ทรมาณมาเลย

เมื่อเดินทางมาถึงมุยเน่ เรานั่งแท๊กซี่และเข้าที่พัก Mai Am Guest House ที่พักติดริมทะเล มีหาดส่วนตัว แต่ไม่ค่อยมีคนเลย สงสัยไม่ใช่ไฮซีซั่น


Mai am Guest Houst ชายหาดส่วนตัว ไม่มีลูกค้าท่านอื่่นเลย


นั่งดูพระอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า ริมทะเลที่เวียดนาม

เรามาถึงที่พักก็เย็น แล้วเราก็เลยนั่งกินลมชมวิวริมทะเล ให้หายเหนื่อย ก่อนจะออกไปหารับประทานมื้อค้ำกัน และติดต่อทางโรงแรมให้ช่วยหาเช่ารถมอเตอร์ไซค์ไว้ สำหรับการดินทางเที่ยวที่มุยเน่

เราออกไปหาอาหารริมทะเลทานกัน เฮฮาปาร์ตี้ประสาเพื่อนๆ มีอาหารเครื่องดื่ม เบียร์เล็กน้อย บรรยากาศดีๆ เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง


แวะรับประทานอาหาทะเล ร้านริมทางนี่แหละ ประหยัดแต่อร่อย คุ้มค้า คุ้มราคา

ซึ่งเราก็ได้มีการติดต่อกับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังคงเที่ยวที่เมืองดาลัดอยู่ แลกเปลี่ยนรูปภาพกันอย่างสนุกสนาน หลังจากทานอาหารเสร็จเราขับรถเล่น เห็นร้านอาหาร ทั้งผับทั้งบาร์ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เข้า เราตัดสินใจซื้ออาหารของกินเล่น เครื่องดื่ม มานั่งกินกันริมทะเลในบริเวณที่พัก ก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอน พร้อมเที่ยวในวันต่อไป

 

เช้าวันใหม่ เรารับประทานอาหารเช้าที่ Mai am Guest Houst ก่อนออกเดินทางไป ทะเลทรายขาว (White Sand Dune) ครั้งแรกที่จะได้เหยียบทะเลทราย อยากรู้เหมือนกันว่าจะเป็นเช่นไร 

จากการเดินทางไปทะเลทรายขาว ระยะทางค่อนข้างไกล เราต้องรีบเร่งเดินทาง ประกอบกับยังไม่ค่อยรู้เส้นทาง หลายครั้งที่เราก็หลงทางกันบ้าง แต่ทุกครั้งก็ได้ชาวเวียดนามนี่แหละ บอกทางให้เรา


ขี่รถกลับออกมาแบบนี้ ผิดทางใช่ป่าว


เรามาถึงแล้ว แต่ถ้าอยากไปกลางทะเลทราย ต้องเช่ารถจี๊บไปต่อ


ทะเลทรายที่นี่ไม่ร้อนเลย ลมพัดตลอดเวลาใครรองเท้าแตะมาโชคดี ใครใส่ผ้าใบกับถุงเท้า ต้องถอดรองเท้าเดินกันเลยทีเดียว


กลางทะเลทราย ยังมีบ่าว - สาว เวียดนามเขามาถ่ายพรีเวดดิ้งด้วย

ชมทะเลทายขาวได้สักพักก็ต้องรีบเดินทางกลับอีกแล้ว เราต้อง Check Out ออกจากที่พัก และเดินทางต่อไปยังโฮจิมินห์อีก

เรา Check Out ออกจาก Mai am guest house แล้วจองตั๋วรถโดยสารไปโฮจิมินห์ เพื่อรวมตัวกับเพื่อนกลุ่มที่แยกกันก่อนหน้านี้


เตรียมตัวไปต่อโฮจิมินห์กัน

เรากลับมาที่ Futa Bus Lines อีกครั้ง (ที่ที่จองตั๋วไปดาลัดวันแรก) เพื่อเจอเพื่อนที่แยกกัน แล้วก็เตรียมหาที่พักในโฮจิมินห์กัน


กลับมารวมกลุ่มกันอีกครั้ง


เข้าพักโรงแรม Blue Sky Saigon Hotel

หลังจากได้ที่พักแล้ว เราก็ออกมาหาอะไรกินกัน เราเดินไปจนมาเจอร้านริมทางเหมือนบุฟเฟ่ต์ เลยลองเข้าไปเราสั่งอาหาร เครื่องดื่มไปเยอะเหมือนกัน แต่ก็จำเมนูไม่ค่อยจะได้ว่าแต่ละเมนูเรียกว่าอะไรกันบ้าง


อาหารมื้อคำ ทางร้านบอกเนื้อหมู (ร้านบอกมา)

หลังจากนั้นเราก็กลับที่พัก พักผ่อนเอาแรงไว้ลุยต่อพรุ่งนี้ เตรียมตัวเที่ยวเมืองโฮจิมินห์

เช้าวันรุ่งขึ้นเราออกไปหาข้าวเช้าทานกันเอง หลังจากกลับมาโรงแรมพวกเราตั้งจะใจะไปเที่ยว อุโมงค์กู๋จี กันต่อแต่มันติดนิดนึงว่าระยะทางไกลมาก ถ้าไปแล้วจะกลับมา Check Out โรงแรมไม่ทัน เลยตัดสินใจ Check Out ออกตอนเช้าเลย แล้วความซึ้งใจก็เกิดขึ้น เมื่อผู้จัดการ(หรือเปล่าไม่แน่ใจ) มาเห็นเราแบกสัมภาระ ทางผู้จัดการเลยบอกให้เราฝากของไว้กับโรงแรมก่อนก็ได้ ตอนบ่ายๆหลังจากกลับมาเที่ยวค่อยแวะมาเอากระเป๋า รับรองความปลอดภัยแถมดูแลให้อย่างดี เราก็เลยฝากกระเป๋าไว้กับทางโรงแรมก่อนและเตรียมไปเที่ยวอุโมงค์กู๋จี

เราหารถเช่าเพื่อไปอุโมงค์กู๋จี จนในที่สุดก็ได้รถและก็ออกเดินทางไปอุโมงค์กู๋จี สำหรับระยะทางจากจุดขึ้นรถกับอุโมงค์กู๋จี ก็ยังคงไกลกันมาก แถมเรายังต้องฝ่าการจราจรที่เร่งด่วนของเมืองโฮจิมินห์อีก

และแล้วเราก็มาถึงอุโมงค์กู๋จี


มีเฮลิคอมเตอร์จอดอยู่ด้วย


มีหุ่นทหารหญิงด้วย


หุ่นทหารหญิง


รูปปั้นทั้งนั้น


อันนี้เป็นอุโมงใต้ดินที่ใช้เดินทางในช่วงเวลาสงคราม ช่องแค่พอสำหรับคนตัวเล็กๆ ลองเข้าไปแล้ว มีไฟส่องนำทาง ไปได้เฉพาะทางที่เจ้าหน้าที่แนะนำเท่านั้น เดี๋ยวหลง


แวะถ่ายรูป ไม่รูอีกแหละ ว่าวัดอะไร แต่อยู่ในบริเวณใกล้ๆ อุโมงค์กู๋จี

หลังจากนั้นเราก็เดินทางกลับ เข้าตัวเมืองโฮจิมินห์ เดินหาซื้อของฝาก และกลับไปรับกระเป๋าจากโรงแรม ก่อนจะออกมาหาอาหารรับประทานใกล้ๆ บริเวณนั้น


ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเวียดนาม

หลังจากนั้นทางโรงแรมเดิม ก็จัดการเรียกรถแท๊กซี่ให้เรา บริการเต็มความสามารถจริงๆ เราเดินทางด้วยแท๊กซี่ 2 คันจนถึงสนามบิน และขึ้นเครื่องของสายการบินเดิมที่มา กลับประเทศไทย นับเป็นการจบทริปอีกหนึ่งทริปที่มีความประทับใจ

หากใครอยากดูเป็นวีดีโอประกอบสามารถดูได้จากวีดีโอด้านล่างนี้เลยนะครับ

สำหรับบทความ เรื่องราวทริปนี้ผู้เขียนเอง อยากเก็บเก็บไว้เผื่อวันหลังวันหน้าจะกลับมาอ่าน เรื่องราวที่ผ่านมา ใครที่ผ่านมาอ่านแล้วคิดว่าบทความเรื่องราวของผม มีสาระไม่มากก็น้อย สามารถแชร์ได้นะครับ

สำหรับรูปและเนื้อหาทั้งหมดในบทความขอสงวนสิทธิ์ห้ามเผยแพร่ก๊อปปี้ไปยังเว็บอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต

ผู้เขียน

QueDesign ( 49 โพสต์)
เขียนเมื่อ : 16 ต.ค. 2560 03:14

มีความคิดเห็น 3 รายการ

  1. อาหารมื้อค่ำนี้สรุปว่าได้ทานเนื้ออะไรหรอครับ ใช่เนื้อสวรรค์ไหม?

  2. เนื้อหมูครับ คุณ​ NineGrill

  3. พึ่งรู้ว่าเวียดนามก็มีทะเลทรายด้วย :0 เจอคำผิดนะครับ พารากราฟแรก เมืองดาลัด ไม่ใช่เมืองลัดดา ทีแรกนึกว่าไปเที่ยวเมืองลัดดาแลนด์ :)

แสดงความคิดเห็น

อีเมลของคุณจะไม่ถูกเปิดเผย. ดอกจัน (*) คือช่องที่จำเป็นต้องระบุ